รักไม่ต้องรอ


24 Jun 2015
Want create site? With Free visual composer you can do it easy.

เรื่อง รักไม่ต้องรอ

ผู้เขียน พรทิพย์ สาทิสสะรัต

“คริสมาสต์นี้จะไปไหน” ฉันถามบิลลี่ แฟนหนุ่มที่เจอกันทางอินเทอร์เน็ต เราเจอกันในเวปหาคู่เมื่อกลางปีนี้ เหตุเพราะฉันอกหักจากหนุ่มไทย คนที่คบกันมานานเกือบสิบปี จะแต่งกันอยู่วันสองวันแต่ดันมีเด็กน้อยคนหนึ่งวิ่งมาหาเขา ตอนที่เรากำลังเลือกชุดแต่งงาน “พ่อ พ่อทำอะไรที่นี่ แม่รออยู่ข้างนอก” เด็กชายหน้าตาน่ารัก อายุประมาณสี่ห้าขวบ วิ่งเข้ามาโผกอดเขา ส่วนฉันและคนอื่นๆในร้านหน้าเหวอ เดี๋ยวก่อนนะ ขอคิดนิดหนึ่ง แฟนของฉันทำไมมีเด็กมาเรียกว่าพ่อ ว่าแล้วพอคิดออก กรี๊ดๆๆ ฉันอาละวาดจนร้านแทบแตก พังร้านไม่เป็นท่า “ไอ้สารเลว นี่แกมีลูกโตขนาดนี้เชียวเหรอ นี่แกหลอกฉันมานานเท่าไร แกเห็นว่าฉันโง่ใช่ไหม ไอ้ชั่ว” ว่าแล้วไม่ด่าเปล่า ฉันกระโดดถีบ หมุนกลางอากาศสองทีรวด แล้วเดินออกจากร้านไม่หันกลับไปดูอีกเลย

“แกจะร้องไห้ทำไมวะนังโบว์ แค่ผู้ชายคนเดียว แล้วนี่จะยัดเหล้าลงไปกี่ขวด เมาขนาดนี้จะกลับบ้านยังไงไหว” นังติ๋มเพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียน ไปไหนไปกันตลอด คืนนี้มันมาเฝ้าฉันตั้งแต่มันรู้ข่าวเรื่องพี่ต้น แต่แทนที่มันจะมาปลอบใจกลับมาสมน้ำหน้าไม่มีชิ้นดี “ฉันน่ะบอกแกมาตั้งนานแล้ว ว่าพี่ต้นของแกมีพิรุธ คนบ้าอะไรต้องไปทำงานต่างจังหวัดบ่อยๆ ไปในที่ที่ติดต่อไม่ได้ เป็นใครก็สงสัย มีแต่แกนี่แหละที่เชื่อมัน แล้วที่สำคัญที่สุด โบราณเขาบอกไว้ อย่าเตรียมอะไรก่อนล่วงหน้า นี่อะไร สั่งตัดชุดเจ้าสาว แถมพิมพ์การ์ดเชิญกันมาแล้ว โบว์ – ต้น จะแต่งกันตั้งเจ็ด กุมพาพันธ์ ปีหน้า เชอะเดือนแห่งความรัก เป็นไงล่ะ ทั้งการ์ดเชิญทั้งคน เป็นม่ายตั้งแต่กลางปี นี่ฉันไม่อยากสมน้ำหน้าแกน่ะเนี่ย” นังติ๋มเอานิ้วชี้มาจิ้มที่หัว ประมาณว่าโง่นัก “เอางี้นะ ในเมื่อผู้ชายไทยมันอกหักเราเป็นว่าเล่น เราลองเปลี่ยนเป้าหมายดีไหม” นังติ๋มเสนอ    “ยางงายยย” ฉันพยายามยกหัวตัวเองขึ้นมาถาม “แกอยากลองของนอกไหมล่ะ” นังติ๋มยิ้มแบบมีเลศนัย

จากนั้นนังติ๋มที่แหละที่แนะนำเวปหาคู่ พาสมัครสมาชิก และคอยเช็คให้ จนในที่สุด คนที่เข้าตากรรมการ ก็เหลือแต่บิลลี่ หนุ่มอังกฤษเมืองผู้ดี สืบเชื้อสายมาจากผู้ดีเก่า หน้าที่การงานดี ฐานะการเงินมั่นคง โอ๊ย ดีกว่าไอ้พี่ต้นเป็นไหนๆ เริ่มต้นจากคุยกันทางอีเมล ต่อมาคุยผ่านเฟซไทม์ จนเริ่มสนิทกัน  เขาเองเอ่ยปากชวนฉันไปหาเขาหลายหน แต่ติดที่ฉันต้องทำงาน เลยไม่มีโอกาสไป ส่วนตัวเขาเองก็งานยุ่ง ไม่ว่างมาหาฉันที่ประเทศไทยเช่นกัน แต่เราคุยผ่านเฟซไทม์แทบทุกวัน ถึงไม่เคยเจอตัวเป็นๆ เรารู้สึกได้ว่าเรารู้จักกันอย่างลึกซึ้ง

“ผมไม่ได้ไปไหนหรอกครับ เพราะผมต้องทำงานจนวันสุดท้าย ช่วงนี้ใกล้สิ้นปี เราต้องตัดงบประมาณ วางแผนการตลาดของปีหน้า เราอยากทำให้เสร็จก่อนวันหยุดยาว คุณหยุดหรือเปล่า มาหาผมไหม” เขาชวนอีกครั้ง “ฉันเองก็ไปไม่ได้ เพราะทางฉันก็ยุ่งสุดๆ หัวฟูทุกสิ้นปีเช่นกัน” เฮ้อ เมื่อไรจะได้เจอกันนะ บอกตามตรงว่าตกหลุมรักเขา คนอะไรสุภาพ ดูใจดี แถมตรงต่อเวลา นัดคุยเฟซไทม์เมื่อไร เขาจะมาตามเวลาทุกครั้ง เพราะฉะนั้นฉันไว้ใจว่าเขาต้องเป็นคนดี

“นังโบว์ แกจะวิ่งขอวีซ่าทำไม ไหนแกบอกไม่ไปหาเขาไง” นังติ๋มเห็นฉันวุ่นวายเกี่ยวกับเอกสาร เตรียมขอวีซ่า “ฉันว่าจะไปสะใภ้เขาล่ะแก” ฉันตอบอย่างอารมณ์ดี “เซอร์ไพส์ย่ะ จะไปเป็นมาดามยังเรียกไม่ถูก แล้วแกไม่กลัวเขาช็อคตายเหรอ จู่ๆก็โผล่ไป” “ไม่หรอกแก เขาอยากเจอฉันจะตาย เขาต้องดีใจแน่ๆ” ฉันฝันหวาน อีกไม่นานก็ได้เจอตัวกันเป็นๆแล้วสินะสามวันก่อนวันคริสต์มาส

“ในที่สุดฉันก็มาถึง สวัสดีลอนดอน สวัสดีเมืองผู้ดี” ฉันแอบพูดคนเดียวเบาๆ พร้อมสูดอากาศเย็นๆเข้าปอด แล้วลากกระเป๋าไปเรียกรถแท๊กซี่ มุ่งตรงไปบ้านบิลลี่ “เช้าตรู่แบบนี้ คงยังไม่ตื่น รับรองได้ตาค้างแน่ๆ” ฉันหัวเราะคิกคิก มองออกไปนอกหน้าต่าง โชคดีที่เช้าวันนี้หิมะยังไม่ตก ไม่งั้นเครื่องบินอาจจะลงจอดไม่ได้ อีกเดี๋ยวเดียวเท่านั้นจะได้เจอกันแล้วนะบิลลี่ พอรถจอดหน้าบ้าน ฉันจ่ายตังค์เสร็จ รีบจัดแจงหวีผมให้เรียบร้อย เอาล่ะ พร้อม ติ้งต่อง ฉันกดออด เงียบ ลองกดอีกครั้ง ติ้งต่อง รออีก ดูท่าจะยังไม่ตื่น เลยยื่นมือจะกดอีกครั้ง แต่ประตูเปิดออกก่อน แหม่มผมทองหัวยุ่ง หน้าตางัวเงีย เปิดประตูออกมาแบบไม่สบอารมณ์

“เอ่อ นี่ใช่บ้านบิลลี่ไหม” ฉันเริ่มไม่แน่ใจ “บิลลี่ โอเค บิลลี่ มีคนมาหา” แหม่มตะโกนเรียก ฉันได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งลงมาตึกตึก “มัมมี่ ใครมาหาแดดดี้เหรอ” เด็กผมทองตัวเล็ก หัวหยิก แก้มชมพู ยื่นหน้ามาดูพร้อมตุ๊กตาหมาสีน้ำตาลโบว์สีฟ้า ตอนนี้ฉันเริ่มงงหนัก ตกลงใช่บ้านบิลลี่หรือเปล่านี่ จากนั้นสักพักได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆเดินลงบันไดมาอีก คราวนี้แหละ ฉันจะรู้แล้วว่าฉันมาผิดบ้านหรือไม่ ผู้ชายคนหนึ่งหน้าตาเพิ่งตื่นนอน หัวล้าน ผมหงอก ลงพุง โผล่หน้ามาดูฉันอีกคน เขามองหน้าฉันแล้วถาม “มาหาผมเหรอ เรารู้จักกันเหรอ” นั้นสิ ฉันรู้จักแกไหมเนี่ย

ฉันยืนค้างแข็งทื่อ จนเด็กน้อยมาดึงกระโปรง ส่วนแหม่มเดินบ่นงึมงำเข้าไปในครัว “มาหาผมทำไม คุณเป็นใคร” เขาถามอีกรอบ “คือฉันมาหาคนชื่อบิลลี่ เขาบอกว่าเขาอยู่บ้านหลังนี้ นี่ไงที่อยู่ของเขา ฉันมาไม่ผิดแน่” ฉันยื่นกระดาษที่ฉันปริ๊นออกมาจากอีเมลที่บิลลี่ส่งมาให้เขาดู “อ้อ เหยื่ออีกคนสินะ” แล้วเขาตะโกนเรียกเมียของเขาออกมา “นี่เธอคุยกับเขาหน่อยสิ สงสัยโดนบิลลี่หลอกมาอีกราย ผมจะไปนอนต่อ” ว่าแล้วเขาเดินกลับขึ้นข้างบนไป ส่วนแหม่มเดินกลับมา หน้าหล่อนบอกบุญไม่รับ “หล่อน จะบอกให้นะ ตั้งแต่เราย้ายมา ก็เจอสาวๆมาเคาะประตูบ้านบ่อยๆ เพราะไอ้คนที่มันเรียกตัวเองว่าบิลลี่มันบอกที่อยู่ของที่นี่ไว้ บางคนก็เรียกมัน บิล เบน บ๊อบ มีหลายชื่อมาก พวกเราไม่รู้หรอกว่าเขาอยู่ที่ไหน เป็นใคร เพราะเคยลองสืบดู อีเมลแอดเดสก็ของปลอม ไม่มีใครเคยตามมันได้เลยว่ามันเป็นใครอยู่ที่ไหน เพราะฉะนั้นหล่อนกลับไปเถอะ พวกฉันจะกลับขึ้นไปนอน” แล้วแหม่มก็ปิดประตูใส่หน้า ปัง

เดี๋ยวนะ เดี๋ยว ขอเวลาคิดแป๊ปหนึ่ง นี่ฉันถูกหลอกเหรอ แล้วที่คุยกันมาตลอดหลายเดือน นั่นมันหมาที่ไหนกันเล่า แง แง ฉันถูกปล่อยเกาะ ไม่ใช่เกาะธรรมดา เกาะอังกฤษเสียด้วย แล้วฉันจะไปไหน อยู่ที่ไหน ไม่ได้จองโรงแรมไว้ เงินก็มีไม่มาก ซวยแล้วๆ ไอ้บิลลี่ อย่าให้เจอนะพ่อ แม่จะกระโดดถีบขาคู่ พร้อมหนุมานถวายแหวนให้ นี่ต้องแถมหักงวงไอยราให้พ่อไหม ถึงจะสาสม ฮือ ฮือ ฉันลากกระเป๋ามานั่งที่ป้ายรถเมล์ อยากจะร้องไห้ แต่น้ำตาไม่ออก เริ่มต้นยังไงดีล่ะ หนาวก็หนาว หิวก็หิว แถมง่วงด้วย ไหนนังติ๋มมันบอกว่าผู้ายฝรั่งมันดีกว่าผู้ชายไทยไง โธ่ มันก็เฮงซวยพอกันนั่นแหละ ไอ้ ไอ้ ฮือๆ นึกคำด่าไม่ออกเลย

“หล่อน หล่อน เพิ่งเคยมาอังกฤษใช่ไหม” ฉันหันกลับไปดู แหม่มคนเมื่อกี้นี่เอง “นี่ฉันเขียนมาให้ หล่อนขึ้นรถสายนี้ แล้วไปต่อรถไฟ ไปลงสถานีนี้ เมื่อถึงที่นั่น หล่อนจะกลับไปสนามบิน หรือจะเข้าเมืองไปหาที่พักก่อนก็ตามใจ ถ้าเข้าเมือง ก็ไปลงสถานีนี้ จากนั้นเดินออกจากสถานีไม่นาน จะเจอโรงแรมราคาไม่แพงมาก พักที่นั่นก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะทำยังไง” แล้วแหม่มก็เดินสะบัดก้นกลับไป ไม่รอคำขอบคุณ เฮ้อ เอาไงดีล่ะเรา ไหนๆมาแล้ว เข้าไปพักในเมืองหน่อยก็ดี จะได้เดินชมลอนดอนไปด้วย เสียค่าเครื่องบินมาแล้ว มันต้องคุ้ม

แต่รถไฟในลอนดอน มันซับซ้อนยังกับเขาวงกต ฉันเดินผิดเดินถูกอยู่หลายรอบ ไหนจะกระเป๋าอีก ยิ่งสายคนยิ่งเยอะ ฉันดูเกะกะทุกคนไปหมด โครม ฉันชนกับใครคนหนึ่งเข้าอย่างจัง “โอ๊ย เจ็บนะโว๊ย ชนมาได้ จะรีบไปหาปู่หรือไง” ฉันสบถเป็นภาษาไทย ยังไงไม่มีใครฟังออกหรอก จากนั้นค่อยบอกซอรี่ แล้วทำหน้าสตอเบอรี่ “อาร์ ยู ออลไรท์ ไอ แอม ซอรี่” ผู้ชายคนนั้นหันหน้ามา อ้าว ไม่ใช่ฝรั่ง ไอ้ตี๋ ใส่แว่นตาแล้วยังตาถั่วอีก “ไอ้เวรเอ๊ย เดินไม่ดูเลยนะ” ฉันก้มหน้าแล้วพูดกับตัวเอง เขารีบช่วยฉันยกกระเป๋าขึ้น แล้วพูดว่า “ผมไม่รีบไปหาปู่ เพราะปู่ผมไปสวรรค์ล่วงหน้านานแล้ว” เขายิ้มให้ “และผมว่าคนที่เดินไม่ดูคือคุณนะครับ” นี่มันภาษาไทยแน่ๆ ชัดด้วย ฉันได้แต่ยืนจ้องหน้าเขานิ่ง ได้ยินคำสุดท้ายเขาพูดว่า “สวัสดีครับ ผมชื่อโทนี่” แล้วฉันก็เป็นลมล้มลงไป

7 กุมภาพันธ์ ปีต่อมา

งานแต่งงานธีมสีฟ้า ดอกไม้นอกประดับประดา งานถูกเนรมิตขึ้นมาเลียบแบบสวนอังกฤษ ฉันอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวฟูฟ่อง ฝ่ายเจ้าบ่าวสวมชุดขาวด้วยผ้าไหมไทย เรายืนรับแขกกันอยู่ซุ้มทางเข้า ข้างบนเขียน “โบว์ – ต้น” วันนี้นังติ๋มเป็นเพื่อนเจ้าสาวที่เมาตั้งแต่งานยังไม่เริ่ม “เดี๋ยวว่างแล้วมาเคลียร์กันหน่อยนะนังโบว์” นังติ๋มสะกิดให้ฉันเดินตามออกมา “บอกมาเลยนะ เขาเป็นใคร ยังไง แล้วการ์ดที่แกแจกเชิญแขก ทำไมแกใช้การ์ดเดียวกับพี่ต้น” นังติ๋มคาดคั้น “ใจเย็นๆ เขาชื่อพี่โทนี่ เขาทำงานอยู่ที่ลอนดอน และที่ฉันแจกการ์ดเก่า เพราะฉันต้องการเย้ยไอ้พี่ต้นว่า ฉันไม่เป็นม่ายขันหมาก การ์ดของฉันได้ใช้ เพราะว่าพี่โทนี่ชื่อไทย คือ ต้น Ton —-> Tony  ตอนนี้ฉันสามารถยืนยันกับแกได้แล้วว่า ผู้ชายไทยที่ดีๆมีถมไป หาได้ง่ายกว่าซื้อลูกชิ้นปิ้งอีกด้วย ที่แกบอกว่าฝรั่งดีกว่า มันไม่จริง นี่แกดู พี่โทนี่ของฉันคนไทยแท้ นักเรียนนอก จบแล้วทำงานต่อ ได้เงินเยอะกว่าไอ้พี่ต้นเป็นสิบเท่า หล่อกว่า ดีกว่า รวยกว่า ของแบบนี้ด่าเหมารวมไม่ได้ มันอยู่ที่สันดานของแต่ละคนต่างหาก ตอนนี้ฉันล่ะอยากไปกราบพี่ต้นจริงๆ ที่มันทิ้งฉัน ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่มีวันนี้” ฉันหัวเราะร่า ยืนเท้าเอว ขากาง เอามือป้องปากนิด โฮะ โฮะ โฮะ ส่วนติ๋มคิด เอ่อ นี่เพื่อนเราโดนทิ้ง แล้วได้แต่ง ทำไมต้องบ้าด้วยฟะ แล้วเจ้าหญิงก็ได้ครองคู่กับเจ้าชาย

จบอย่างแฮปปี้เอ็นดิ้ง   เดี๋ยวก่อน จบห้วนๆก็งงกันสิ คงอยากรู้กันสินะว่า พี่โทนี่เสร็จฉันได้อย่างไร

ฉันได้ยินเสียงเรียกของเขา “คุณ คุณครับ” ฉันลืมตาขึ้นมา มองไปรอบๆ ยังอยู่สถานีรถไฟที่เดิม “รู้สึกดีขึ้นไหมครับ คุณกำลังไปไหนหรือครับ ผมไปส่งไหม ของของคุณเยอะแยะ ถ้าเป็นลมลงไปอีก คงไม่ดีแน่” เขาถามด้วยความเป็นห่วงอย่างจริงใจ “ฉันกำลังจะเข้าเมืองไปหาโรงแรมพักค่ะ ฉันเพิ่งมาจากเมืองไทย ไม่เคยขึ้นรถไฟที่นี่ ฉันเดินหลงจนงง หิวข้าวด้วย เลยเป็นลม ขอโทษคุณด้วยนะคะ” ฉันยิ้มให้แก้เขิน “ไม่เป็นไรครับ เป็นคนไทยต้องช่วยเหลือกัน ผมจะไปทางนั้นเหมือนกัน นั่นรถไฟมาพอดี มาครับผมช่วย” แล้วเราก็ขึ้นรถไฟขบวนเดียวกัน จากนั้นก็คุยกันถูกคอ พอเลิกงานเขาแวะมาหา พาไปทานข้าว วันหยุดพาฉันเที่ยว เราได้ฉลองคริสต์มาสและส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ด้วยกัน ทำเอาฉันลืมเรื่องร้ายๆไปได้ จนกระทั่งถึงวันกลับ เขามาส่งที่สนามบิน “ถึงกรุงเทพแล้วรีบโทรหาผมนะ” จากนั้นไม่ถึงสองอาทิตย์เขาบินตามมา พร้อมแหวนเพชร เขาคุกเข่าขอฉันแต่งงาน แน่นอนว่าฉันตอบตกลง งานแต่งงานจึงเกิดขึ้นแบบสายฟ้าแล่บ ทุกฝ่ายช่วยกัน จนสำเร็จทันวันตามที่ฉันต้องการ

แล้วอะไรทำให้เขาตกหลุมรักฉันนั่นน่ะเหรอ จุ๊ จุ๊ จะบอกความลับให้ รู้แล้วอย่าบอกใครล่ะ วิธีที่จะทำให้ผู้ชายไม่ว่าจะสัญชาติไหนตกหลุมรักน่ะเหรอ …….. ไม่มีหรอก……. คนที่ใช่ ไม่ว่าจะทำอะไรหรือไม่ทำ มันก็ใช่ คนที่ใช่ ไม่ต้องรอเวลาให้พร้อม ไม่ต้องรอข้อแม้ต่างๆ ใช่คือใช่ ส่วนคนที่ไม่ใช่ ไม่ว่าจะทำยังไง ทำดีแค่ไหน อดทนเพื่อเขาแค่ไหน ถ้าไม่ใช่ มันก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นไม่ต้องทำอะไรมาก แค่เป็นคนดี เป็นตัวของตัวเอง คนที่ใช่ เขาจะมองว่าแบบเรานี่แหละ น่ารักใช่เลย แต่กับคนที่ไม่ใช่ ต่อให้เราพยายามเป็นในแบบที่เขาต้องการ ยังไงเราก็ไม่ใช่สำหรับเขาอยู่ดี

สูตรลับของความรักก็มีแค่นี้ รักจริงไม่ต้องรอ รักก็คือรัก ไม่รักก็คือไม่รัก

Did you find apk for android? You can find new Free Android Games and apps.
Share

ThaiSmile media

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *